|
ประวัติความเป็นมาของเมืองเชียงของ
จากการเรียบเรียงของขุนภูนพิเลขกิจประวัติการสร้างเมืองเชียงของเมืองเชียงของปัจจุบันนี้เรียกอำเภอเชียงของนั้นเดิมเป็นมาอย่างไรไม่ปรากฎสันนิษฐานดูเหมือนจะเป็นเมืองที่สะสมอาหารเลี้ยงกองทัพครั้งสมัยเชียงแสนรบกับพม่าอำเภอเชียงของเป็นเมืองเล็กสิ่งที่จะเป็นพยานหลักฐานถาวรอะไรไม่มีนอกจากพระเจดีย์วัดแก้ว, วัดหลวงเท่านั้นที่สันนิษฐานว่าเป็นเมืองสะสมสเบียงอาหารนั้น คือ สังเกตุดูคูเวียงขุดลึก มีด้วยกัน 2 ชั้น เห็นจะเป็นเมืองที่ป้องกันสเบียงอาหารดังที่ได้กล่าวมาแล้วตอนที่ 1 ตามที่ปรากฎในหนังสือพื้นเมืองมีว่าดังนี้แต่จะเป็นเวลานมนานเท่าใดในหนังสือนั้นไม่ได้บอกไว้ว่ามีสมัยหนึ่งพระพุทธเจ้าของเรา พร้อมด้วยพระอานนท์ ได้เสด็จไปถึงดอยแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ใกล้เมืองเมิง ซึ่งมีอยู่ทางฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง ณที่ดอยแห่งนั้นเป็นซอกเขาที่สลับซับซ้อนและสวยงามมาก ดอยนั้นมีถ้ำทรงเห็นว่าที่แห่งนั้นควรจะประทับรอยพระบาทไว้มีหินก้อนหนึ่งชะโงกเงื้อมคล้ายกระท่อมตรงปากถ้ำนั้นมีทางไปทิศตะวันออกผากระท่อมนั้นมีอยู่ข้างขวาปากถ้ำไม่ไกลเท่าใดพระองค์จึงประทับรอยพระบาทข้างขวาไว้ในก้อนหินนั้น ซึ่งอยู่ใกล้ผากระท่อมนั้นเพื่อที่จะให้เป็นที่สักการะบูชาแก่คนทั้งหลายเมื่อพระองค์ประทับรอยพระบาทไว้แล้วพระองค์ก็เสด็จข้ามแม่น้ำโขงไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้แต่พระองค์จะเสด็จมาทางอากาศหรือทางใดนั้น ในหนังสือมิได้บอกไว้
จึงมาถึงบ้านแห่งหนึ่งซึ่งเป็นบ้านของตำมิละ ซึ่งตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขงพระองค์ประทับอยู่ใต้ร่มไม้ขนุนต้นหนึ่ง ไม้ขนุนต้นนั้นมีอยู่บนฝั่งใกล้แม่น้ำโขงแล้วพระองค์ได้เสด็จลงไปสรงน้ำ และทรงประทับอยู่หลังหินก้อนหนึ่งหินก้อนนี้สันนิษฐานว่ามีรูปคล้ายคลึงรูปช้าง ตั้งอยู่กลางลำน้ำโขงเมื่อพระองค์สรงน้ำชำระพระวรกายเสร็จแล้ว ก็เสด็จกลังมาประทับใต้ต้นขนุนตามเดิมหัวหน้าชาวบ้านตำมิละแห่งนี้เมื่อได้ทราบว่าคนแปลกหน้าได้มาประทับที่นั้นเขาจึงเข้าไปถามพระองค์ว่าสหายจะไปที่ใด เหตุใดนุ่งห่มไม่เหมือนคนทั้งหลาย พระองค์ก็ตอบว่าเราเป็นตถาคตเป็นครูสั่งสอนพวกสัตว์ทั้งหลายเพื่อให้รู้ความชั่วและความดีพระองค์ได้ถามตำมิละว่าท่านชื่อใด อยู่ที่ใด การเป็นอยู่ของท่านเป็นอย่างไรตำมิละตอบว่า ข้าชื่อตำมิละ เป็นหัวหน้าบ้านนี้ การเป็นอยู่ของเราข้ามีแต่ค้าข่ายล่าเนื้อหาปลา เมื่อเจ็บป่วยก็เลี้ยงผีพ่อผีแม่ ผีไร่ ผีสวนเท่านั้นพระองค์บอกแก่ตำมิละว่า การล่าเนื้อหาปลาเลี้ยงชีวิตนั้นเป็นการไม่ดีชีวิตสัตว์กับชีวิตเราก็เป็นอย่างเดียวกัน เรามีความกลัวตายเท่าใดสัตว์เหล่านั้นมีความกลัวตายอย่างเราเหมือนกันขอให้ท่านละเว้นการฆ่าสัตว์และเลี้ยงผีเสีย แล้วให้ถือเอาศีลห้าเป็นนิจแล้วการเจ็บป่วยก็ไม่ต้องเลี้ยงผีเพียงกินยานั้น ๆ นี้ ๆ ไป หรือไม่กินยาเลยอำนาจของศีลห้าก็จะอาจจะช่วยให้หายเจ็บป่วยได้การเจ็บป่วยก็เป็นธรรมดาของโลกที่ได้สร้างเอาไว้ การเจ็บไข้ได้ป่วยนั้นทั้งผู้มั่งมีและยากจน จะไม่ให้เป็นนั้น เป็นไปไม่ได้มันต้องมีทุกคนแต่ผิดกันที่ป่วยมากหรือป่วยน้อยโดยได้รับความเดือดร้อนทรมานหรือไม่ได้รับความเดือดร้อนทรมาน ผู้ที่ถือศีลห้าเป็นนิจถึงแม้ว่าจะป่วยก็ป่วยธรรมดา ไม่ได้รับความทรมานแต่อย่างใด แม้ว่าอายุจะสิ้นแล้วถึงเวลาตายก็ตายด้วยความสบายใจ เมื่อหากว่าท่านได้ถือศีลห้าแล้วการค้าขายของท่านก็จะมีกำไรดียิ่งกว่าเก่า
ตำมิละได้ตอบพระองค์ว่าถ้ามีแน่เหมือนสหายว่าข้าก็อยากได้เหมือนกันศีลห้าที่สหายว่านี้ถ้าสหายได้มามากขอแบ่งให้ข้าบ้าง คิดเป็นราคาเท่าไรข้าก็จะซื้อเอา พระองค์ก็ตอบว่าเราก็มีมาเหมือนกัน แต่มิใช่วัตถุที่จะซื้อขาย เป็นสิ่งที่เอาแจกเอาให้กันเปล่าศีลห้าที่ว่านี้มิใช่เป็นอะไร เป็นคำสั่งสอนห้าข้อ เมื่อท่านยินดีอยากได้เราก็ยินดีจะสอนให้ แต่ขอสัญญาว่าเมื่อเราเอาแจกให้ท่านไปแล้วให้ท่านถือเป็นนิจเมื่อไม่ถือเป็นนิจจะเลวร้ายยิ่งกว่าเก่าถ้าท่านถือเป็นนิจแล้วจะดีกว่าเก่าเป็นร้อยเท่าพันเท่า ผู้ใหญ่บ้านตำมิละก็รับรองพระองค์ก็ได้สอนศีลห้าแก่ตำมิละคนนั้นตั้งแต่นั้นมาผู้ใหญ่บ้านตำมิละก็ได้ปฏิบัติศีลห้าดังกล่าวและได้ถวายของขบฉันท์ทุกวัน พระองค์ประทับ ณ ที่นั้นนานเท่าใดไม่ปรากฎเมื่อพระองค์จะจากที่นั่นไปที่อื่น
ผู้ใหญ่ตำมิละซึ่งคุ้นเคยกับพระองค์เป็นอย่างมากเมื่อทราบว่าพระองค์จะเสด็จไปที่อื่น เขาก็มีความอาลัยยิ่งจึงได้ถามพระองค์ว่าพระองค์จะกลับมาที่นี่อีกเมื่อใดพระองค์ทรงตอบว่ายังรู้แน่ไม่ได้ ผู้ใหญ่ตำมิละพูดว่าเมื่อพระองค์จะจากไปข้าขอสิ่งหนึ่งสิ่งใดจากพระองค์ไว้สักอย่างหนึ่งเพื่อจะได้รักษาไว้ดูต่างหน้าต่างตาแทนพระองค์
เวลานั้นพระองค์ประทับหันพระพักตรไปทางทิศปัจฉิม (ตะวันตก)พระองค์จึงเอาพรหัตถขวาลูบพระเศียรได้พระเกศามาสองเส้นเอายื่นให้แก่ตำมิละโดยพระหัตถ์ของพระองค์เองแล้วบอกแก่ตำมิละว่า ผมเราสองเส้นนี้ให้บรรจุไว้ทางซ้ายมืออยู่เดี๋ยวนี้เมื่อก่อนจะบรรจุเส้นผมเราสองเส้นนี้ให้ท่านวัดตั้งแต่ที่เราอยู่เดี๋ยวนี้ทั้งสองข้างซ้ายขวาให้มีระยะเท่ากันผู้ใหญ่บ้านตำมิละ มีความยินดีที่ได้รับพระเกศาทั้งสองเส้นไว้พระองค์เสด็จไปแล้วผู้ใหญ่บ้านตำมิละก็เอาทองคำมาทำเป็นผอบสองตลับ ผอบหนึ่ง ๆ หนัก 5 บาท แล้วทำรูปเรือสองลำ ลำหนึ่ง ๆ เป็นทองคำหนัก 25 บาท
ตามที่ปรากฎในหนังสือนั้นว่าผู้ใหญ่บ้านตำมิละผู้นี้เป็นผู้มั่งมีแต่เป็นคนที่ตระหนี่ถี่เหนียว ผู้ใหญ่บ้านตำมิละจึงเอาเกศาใส่ไว้ในผอบ ๆ ละ 1 เส้นแล้วเอาผอบนั้นเข้าใส่ไว้ในเรือทองคำลำละหนึ่งผอบแล้วเริ่มวัดตั้งแต่ที่พระพุทธเจ้าประทับที่ใต้ร่มไม้ขนุน ไปทั้งสองข้าง ซ้าย – ขวาให้ได้ระยะทางเท่ากัน ไม่ไกลเท่าใดนักแล้วขุดดินทั้งสองข้างซ้าย – ขวา ข้างไหนลึก 9 วา เอาเรือที่ใส่ผอบไว้ในหลุมทั้งสองข้าง ๆ ละหนึ่งลำเอาเรือนั้นลอยไว้ในหลุมดินแล้วก่ออิฐทับขึ้นจนพ้นผิวดินไม่ใหญ่ไม่สูงเป็นเพียงเครื่องหมายให้รู้ไว้เท่านั้นทางซ้ายมือก็คือเจดีย์วัดหลวงเดี๋ยวนี้ ทางด้านขวามือก็คือเจดีย์วัดแก้วเดี๋ยวนี้ผู้ใหญ่บ้านตำมิละได้ว่าจ้างผู้รู้หนังสือมาสลักหินไว้สองก้อนโดยสลักเป็นอักษรขอมโบราณ
ในศิลาจารึกได้กล่าวถึงพระพุทธเจ้าได้ประทับรอยพระบาทที่แขวงเมืองเมิง ของอินโดจีนฝรั่งเศส พร้อมทั้งบอกตำแหน่งที่ พระพุทธเจ้าประทับใต้ต้นขนุนและได้ทำนายผู้ที่จะมาเหมาก่อสร้างพระเจดีย์ทั้งสองแห่งคือ พระยาไชยราชพอเสร็จแล้วก็เอาฝังไว้เป็นใบเสมา ที่บรรจุพระเกศาของพระพุทธเจ้า ขวามือ 1 แห่งซ้ายมือ 1 แห่ง เวลานั้นผู้ใหญ่บ้านตำมิละไม่ได้สร้างเป็นรูปเจดีย์ไว้แต่อย่างใดในศิลาจารึก2 แห่งยังได้จารึกข้อความไว้หลายอย่างเกี่ยวกับความรุ่งเรืองของพระศาสนาและเมืองเชียงของในอนาคตด้วย
แต่เป็นที่น่าเสียดายเมื่อ ร.ศ. 124 ตรงกับ พ.ศ. 2448 มีฝรั่งชนชาติอเมริกันซึ่งเป็นนักท่องเที่ยวผู้หนึ่งได้มาเห็นศิลาจารึกนั้น เขาอ่านหนังสือขอมโบราณได้เวลานั้นเจ้าราชวงศ์ บุญรังษี ซึ่งเป็นน้องเขยเจ้าจิตตวงษ์ฯ เจ้าจิตตวงษ์ ฯเจ้าเมืองเชียงของไม่อยู่ฝรั่งชาวอเมริกันคนนั้นอยากได้ศิลาจารึกทั้งสองแผ่นดังกล่าว จึงได้เอาปืนไรเฟิลชนิด 3 ลำกล้อง สำหรับยิงสัตว์ให้แกเจ้าราชวงศ์ ฯเพื่อแลกกับแผ่นศิลาจารึกทั้งสองแผ่นนั้น เจ้าราชวงศ์ ฯ รับเอาปืนจากฝรั่งเศสคนนั้นแล้วได้มอบศิลาจารึกให้กับฝรั่งคนนั้น ฝรั่งคนนั้นก็ได้จ้างคนหามลงเรือถ่อ (ซึ่งเป็นเรือขนาดใหญ่ใช้ในลำน้ำโขงสมัยนั้น)แล้วก็เดินทางขึ้นตามลำน้ำโขงไปทางอำเภอเชียงแสนในปัจจุบันนี้เวลานั้นผู้เรียบเรียงประวัตินี้ได้รับราชการเป็นพนักงานเก็บเงินผลประโยชน์ของอำเภอเชียงของแต่มีตำแหน่งต่ำกว่าเจ้าราชวงศ์ ฯ เขาทำดังนี้ ก็ไม่มีอำนาจจะห้ามปรามได้ศิลาจารึกทั้งสองแผ่นนั้นขนาดเท่า ๆ กัน กว้างประมาณ 1 ศอก ยาวประมาณ 2 ศอกมีอักษรขอมเต็มแผ่นศิลานั้น จะบอกอะไรไว้บ้างไม่ทราบ
ผู้เรียบเรียงอ่านหนังสือขอมไม่ได้เพียงแต่ทราบจากฝรั่งนักท่องเที่ยวบอกให้บางสิ่งบางอย่างเท่านั้นหนังสือพื้นเมืองฉบับนี้ แต่ก่อนที่บ้านเราก็มีอยู่เป็นหนังสือเล่มเล็ก ๆเก็บรักษายาก หนังสือเล่มนี้เลยสูญหายไปเป็นเวลา 30 กว่าปีมาแล้วใครมายืมไปก็จำไม่ได้ แต่ข้อความในหนังสือยังจำได้ดังที่กล่าวมาแล้ว
หนังสือพื้นเมืองฉบับนี้เข้าใจว่าเวลานี้อยู่ที่บ้านหนานหลวง บ้านวัดแก้วคงจะมีถ้าไม่มีก็ถามได้ที่คนเฒ่าคนแก่ที่มีความสนใจในทางประวัติพื้นเมืองคงจะมีสักแห่งหนึ่ง หรือทางเมืองน่าน (จังหวัดน่านปัจจุบัน) คงยังมีอยู่แต่หนังสือพื้นเมืองเรื่องนี้ได้เคยพบเห็นหลายฉบับข้อความที่ว่าพระพุทธองค์ได้ประทับรอบพระบาทที่ดอยเมืองเมิงแล้วมาประทับใต้ร่มขนุนแล้วเอาพระเกศาให้แก่ตำมิละบรรจุไว้สองข้างมือซ้ายขวามีข้อความตรงกันทุกฉบับ ข้อความอื่นบางฉบับก็หายไป บางฉบับก็พูดไม่ค่อยเข้าใจไม่ได้ความแน่นอน ทั้งนี้แล้วแต่ท่านผู้มีปัญญาจะวินิจฉัยเอาเองเท่านั้น
|